พระจริยวัตร-สยบ “นักเลง”

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 – 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) เป็นเจ้านายและทหารซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือด้านความเชื่อในแง่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้ กรมหลวงชุมพรฯ ยังเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องวิธีการปกครองและความสัมพันธ์กับทหารในกรมกอง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทรงเป็นนักเรียนนายเรือที่ประเทศอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นนักเรียนนายเรือคนแรกของกองทัพไทย (โดยการแต่งตั้งของรัชกาลที่ 5) และเคยนำทหารเข้าทำการรบจริงมาแล้ว
ทรงเล่าให้พลเรือตรี พระยาหาญกลางสมุทร (บุญมี พันธุมนาวิน) ฟังว่า ขณะที่ทรงพระชนมายุ 18 พรรยา ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาทหารที่ยกพลขึ้นบกปราบการจราจลบนเกาะครีต (Crete) ซึ่งอยู่ในการปกครองของตุรกี กินเวลา 3 เดือน

ต้อง “นอนกลางดินกินกลางทราย หนาวก็หนาว ในสนามรบต้องนอนกับศพที่ตายใหม่ๆ และบางคราวซ้ำยังอดอาหาร ต้องจับหอยทากมาทอดเสวยกับหัวหอม ศพที่ถูกยิงที่ท้องนับว่าเหม็นร้ายกาจ” ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวที่เคยนำทหารเข้าทำการรบ อธิบายโดยง่ายคือ ทรง “ผ่านศึก” อย่างแท้จริง
เมื่อเสด็จกลับมาถึงกรุงเทพฯ ในพ.ศ. 2443 ได้รับพระราชทานยศเป็น “นายเรือโทผู้บังคับการ” และทรงรับราชการทหารเรือปฏิบัติภารกิจพัฒนา ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการทหารเรือหลายประการ

ในช่วงพ.ศ. 2448 ขณะที่ทรงเป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ ทรงเห็นว่าจำเป็นต้องจัดการการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้พัฒนาขึ้น นำไปสู่คณะกรรมการปรับปรุงด้านการศึกษาของทหารเรือโดยกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์เป็นประธานกรรมการ
การปรับปรุงหลักสูตรใหม่นี้เป็นที่ทราบกันว่า เสด็จในกรมฯ ทรงฝึกสอนนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง ปัญหาประการหนึ่งที่ทรงแก้ไขคือเรื่องความแตกแยกกันภายในระหว่างกลุ่มทหารเรือรุ่นเก่าที่ฝึกฝนเลื่อนชั้นตามระบบดั้งเดิม กับทหารเรือรุ่นใหม่ที่ผ่านการศึกษาภายใต้ระบบใหม่

สำหรับกลุ่มทหารเรือรุ่นเก่านั้น ศรัณย์ ทองปาน ผู้เขียนหนังสือ “เสด็จเตี่ย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์” ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มนายทหารเชื้อสายมอญ เกี่ยวกับสภาพบรรยากาศของปัญหานี้ หม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม บริพัตร พระชายาขององค์ผู้บัญชาการ ทรงบันทึกเอาไว้ มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า


“นายทหารเรือที่สำเร็จเป็นนายทหารใหม่ๆ มักดูหมิ่นพวกนายทหารเรือเก่าๆ ที่เป็นแขก (มุสลิม/จาม/มอญ) ว่าไม่มีความรู้ ทูนหม่อมไม่โปรดที่จะให้ผู้น้อยหมิ่นผู้ใหญ่ จึงสั่งให้นายทหารเรือรุ่นใหม่นำเรือออกไปฝึกซ้อมบริเวณอ่าวไทยในความควบคุมของนายทหารเรือผู้ใหญ่รุ่นเก่า…

นายทหารหนุ่มเป็นผู้ทำการเดินเรือ นายทหารผู้ใหญ่เป็นคนดู นายทหารหนุ่มจะเข้าจอดเรือในบริเวณหนึ่ง แต่นายทหารผู้ใหญ่ห้ามเพราะมีหินโสโครก เรือจะติด พวกนายทหารหนุ่มไม่เชื่อ อ้างว่าในแผนที่ไม่มี นายทหารผู้ใหญ่ก็ทัดทานว่า ในแผนที่ไม่มีจริง แต่หินใต้น้ำมันมี รู้ได้เพราะเดินเรือมามากแล้ว นายทหารหนุ่มไม่เชื่อนำเรือเข้าไปจอด เรือก็ติด
เมื่อติดแล้วก็นำเรือออกไม่ได้ น้ำก็กำลังลง เรือจะหักกลางลำ นายทหารเรือผู้ใหญ่ต้องทำการแก้ไขเดินเรือเอง จึงได้ถอยเรือออกจากเขตอันตรายได้ ตั้งแต่นั้นมานายทหารหนุ่มก็รู้สึกว่า ‘ความรู้กับความชำนาญนั้นผิดกัน’…”

สภาพบรรยกาศที่ไม่ลงรอยกันในช่วงเวลานั้นสะท้อนจากคำบอกเล่าของ พลเรือเอก ประพัฒน์ จันทวิรัช อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ และกองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารเรือ ซึ่งอธิบายว่า แต่ละก๊กก็มีหัวหน้าเป็นการภายใน ซึ่งมักมีความเป็น “นักเลงโต” มักมีเหตุเบียดเบียนรังแกกันระหว่างพวก

“วิสัยนักเลงโตย่อมจะยอมเชื่อฟังหรืออยู่ใต้อิทธิพลของผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้แสดงฝีมือและน้ำใจให้เห็นว่าเหนือกว่าหรือเป็นนักเลงที่ยิ่งใหญ่กว่าเท่านั้น”
ในส่วนนี้ กรมหลวงชุมพรฯ ก็ทรงดำเนินพระจริยวัตรสอดคล้องกับแนวทางที่นักเลงนิยมกันด้วย อาทิ ศึกษาวิทยาคมกับพระอาจารย์ คือ หลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่า ซึ่งประการนี้ก็ย่อมแสดงบารมี และสร้างความนิยม ทำให้เหล่า “นักเลงโต” สัมผัสทั้งบารมีและ “ความเป็นนักเลง” ที่เหนือกว่า ซึ่งตามความคิดเห็นของพลเรือเอก ประพัฒน์ จันทวิรัช เล่าว่า “ย่อมสร้างความเคารพรักใคร่ขึ้นในหมู่ทหารเรือโดยทั่วๆ ไปอย่างที่ไม่เคยมีประมุขของทหารเรือหรือเจ้านายพระองค์ใดได้รับมาก่อน…”

ในการแก้ปัญหาและสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นนั้น พระองค์ต้องแสดงออกถึงการเป็น “พวกเดียวกัน” เห็นได้จาก การบอกเล่าของนาวาตรี หลวงรักษาราชทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต) ที่บันทึกเรื่องราวระหว่างย้ายทหารเรือไปตั้งหน่วยฝึกพลทหารเรือที่บางพระ ชลบุรี การจัดอาหารในนั้นเป็นกองจัดเลี้ยงจัดอาหารโดยจัดอาหารให้ทหารเหมือนกันทั้งหมดเป็น “ข้าว 1 หม้อ แกง 1 ถ้วย ใส่ฝาหม้อ ปลาเค็มหนึ่งชิ้นวางบนข้าว” การรับอาหารจัดแบบตั้งแถวเดินไปรับโดยเรียงตามลำดับชั้นยศ เท่ากับว่า พระองค์จะอยู่ด้านหน้าเสมอ

อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเจ้าหน้าที่จัดอาหารพิเศษถวาย เป็นไข่ดาว หมูแฮม ขนมปังทอด และของหวาน เรื่องนี้หลวงรักษาราชทรัพย์เล่าว่าพระองค์กริ้ว และรับสั่งว่า
“ฉันก็เป็นทหารคนหนึ่งเหมือนกัน จะกินอาหารพิเศษดีกว่าเพื่อนทหารทั้งหลายไม่ได้”

หากสงสัยว่าอาหารพิเศษที่ว่านี้ไปลงเอยอย่างไร ศรัณย์ ทองปาน บรรยายว่า คุณหลวงฯ ที่เป็นเจ้าหน้าที่การเงินควบคุมการจัดซื้ออาหารก็ขอรับอาหารพิเศษแทน
พระจริยวัตรของพระองค์แบบที่เรียกได้ว่า ไม่ถือพระองค์ และทรงนับนักเรียนนายเรือเป็น “ลูก-ศิษย์” มากกว่าเป็น “เจ้า-นาย” ดังจะเห็นได้จากบันทึกและการบอกเล่าว่าด้วยเรื่องที่นักเรียนนายเรือเรียกพระองค์ว่า “เสด็จเตี่ย” เป็นที่ประทับใจในหมู่ลูกศิษย์ ซึ่งส่วนหนึ่งคงต้องกล่าวว่า ในเวลานั้นทหารเรือมีขนาดเล็ก บุคลากรจำกัด การถ่ายทอดความรู้และความสัมพันธ์กันก็ย่อมทำให้เกิดความผูกพัน มีเรื่องกล่าวขานกันว่า นายทหารเรือบางคนพบเห็นว่า นักเรียนนายเรือแสดงท่าทีขยะแขยงไม่กล้าล้วงส้วมตัน เสด็จในกรมฯ ยังทรงปฏิบัติให้ดูด้วยพระหัตถ์ แม้ว่าอีกส่วนหนึ่งจะจดจำพระองค์ว่าทรง “ดุ” ไม่เบาด้วยก็ตาม

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก
https://bit.ly/3MJdnjr