แหวนวิเศษ มรดกหนังเงียบที่สมบูรณ์ที่สุดของชาติ

“แหวนวิเศษ” คือ ภาพยนตร์เก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทยซึ่งนับได้ว่าเป็น “มรดกหนังเงียบที่สมบูรณ์ที่สุดของชาติ” เป็นภาพยนตร์ขาว-ดำ ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. ความยาว 25 นาที ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2471 อำนวยการสร้าง เขียนบท และกำกับโดย “นายน้อย ศรศักดิ์” อันเป็นพระนามแฝงของ “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 7

ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ทรงถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแหวนวิเศษขณะเสด็จประพาสทางทะเลในอ่าวไทยเมื่อปี พ.ศ. 2471 ซึ่งนักแสดงของเรื่องทั้งหมดคือบรรดาเชื้อพระวงศ์ หนึ่งในนั้นคือ “หม่อมหลวงบัว กิติยากร” พระราชชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยหนังเรื่องดังกล่าวถ่ายทำตามรูปแบบของภาพยนตร์เงียบ คือ มีอินเตอร์ไตเติลคั่นบอกเล่าเรื่องราวและบทสนทนาแต่ละฉาก ถือเป็นหนังแนวตลกร้ายที่สอดแทรกมุกไว้ในหนังมากมาย แสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านภาพยนตร์และพระราชอารมณ์ขันของพระองค์ท่านอย่างยิ่ง

ภาพยนตร์เงียบเรื่อง “แหวนวิเศษ” จะบอกเล่าเรื่องราวของ “ตาคง” ชาวประมงคนหนึ่งที่นำลูกเลี้ยง 5 คนไปปล่อยเกาะด้วยความเกลียดชัง กระทั่งเด็ก ๆ เหล่านั้นเข้าป่าไปพบพรายน้ำและได้รับแหวนวิเศษ สามารถบันดาลสิ่งต่าง ๆ ได้ นับเป็นหนังเงียบที่ถือว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย และได้ขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2556 อีกด้วย

พระปรีชาสามารถในการถ่ายภาพและถ่ายภาพยนตร์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีหลักฐานปรากฏว่า เมื่อพระชนมายุเพียง 12 พรรษา พระองค์ทรงส่งภาพชื่อ “รูปตื่น” เข้าร่วมงานประกวดภาพถ่ายในงานประจำปีของวัดเบญจมบพิตร (ในปี พ.ศ. 2448) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้น โดยในครั้งนั้น “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์” ทรงได้รับพระราชทานเหรียญทองแดง

ส่วนเหตุที่ทรงโปรดการถ่ายทำภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์ก็เนื่องด้วยโปรดการทอดพระเนตรภาพยนตร์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์เช่นกัน โดยทรงศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เองจากหนังสือ “International Review of Educational Cinematography” วารสารรายเดือนของประเทศอิตาลี และทรงเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์จนเกิดความเชี่ยวชาญจากการถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่น โดยในขณะที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศพระองค์จะทรงถือกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาดเล็กติดพระหัตถ์เพื่อทรงถ่ายภาพยนตร์และบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองอยู่เสมอ

ดังนั้น ภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์ส่วนใหญ่จึงเป็นการบันทึกพระราชกรณียกิจ ภาพยนตร์ข่าว โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อว่า “ภาพยนตร์ทรงถ่าย หรือภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์” หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ภาพยนตร์อัมพร” ตามพระที่นั่งอัมพรสถาน อันเป็นที่ประทับในรัชกาลของพระองค์ พระราชนิยมในการถ่ายทำภาพยนตร์นี้นับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กิจการภาพยนตร์ไทยในช่วงเวลานั้นเฟื่องฟูไปด้วย โดยรัชกาลที่ 7 ได้ทรงริเริ่มก่อตั้ง “สมาคมภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นในปี พ.ศ. 2473 มีสำนักงานอยู่ในพระตำหนักจิตรลดา มีบริการร้านขายฟิล์มและอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ รวมถึงล้างฟิล์ม พิมพ์ฟิล์ม และรับทำไตเติ้ลให้กับสมาชิก ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง และประชาชนทั่วไปเป็นสมาชิกกว่าร้อยคน

นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ได้จัดตั้งห้องฉายภาพยนตร์ซึ่งจุผู้ชมได้ร้อยกว่าที่นั่งขึ้นที่สำนักงาน โดยมีการจัดฉายภาพยนตร์ให้ชมทุกเดือน และล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จฯ ไปร่วมทอดพระเนตรภาพยนตร์เป็นประจำด้วย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างทองจัดทำแหนบหรือเข็มเครื่องหมายเป็นแบบตราอาร์ม มีอักษรลงยาอยู่ในวงตราอาร์มว่า “ส.ภ.ส” ย่อมาจากคำว่า “สมาคมถ่ายภาพยนตร์สวนจิตรลดา” พระราชทานแก่ “นักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่น” ด้วย

ภาพ 2: พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในคราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ โดยพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หยุดขบวนรถไฟพระที่นั่งระหว่างทางก่อนถึงนครลำปาง เพื่อทรงถ่ายภาพยนตร์รูปลำธาร น้ำตก และช้างกำลังลากซุง

ภาพ 3: พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงฉายกับ อดอล์ฟ ซูเคอร์ (Adolph Zukor) ผู้ก่อตั้ง “พาราเมาท์ พิกเจอร์ส” และเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการภาพยนตร์ในฮอลลิวู้ดมากที่สุด โดยคาดว่าทรงฉายภาพนี้ในปี พ.ศ. 2474 ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา
.
ภาพ 4: พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ จะเห็นว่าทรงถือกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาดเล็กติดพระหัตถ์เพื่อทรงถ่ายภาพยนตร์และบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยมี “พระราชชายา เจ้าดารารัศมี” (ซ้าย) และ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน” (ขวา) เฝ้าฯ รับเสด็จ

ภาพ 6: “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์” (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับกล้องถ่ายภาพที่ทรงได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ที่มาจาก เพจน้ำเงินเข้ม
ที่มา: King Prajadhipok Studies / luehistory / Dek-D / clipmass