เจษ เจษฎ์พิพัฒ ทายาทเจ้าของตลาดชื่อดัง

“เจษ” เผยเข้าใจในมุมของคนที่คิดว่าเป็นลูกเจ้าของตลาดต้องสุขสบาย เป็นลูกคุณหนู แต่ความจริงไม่ใช่เลย ตนไม่เคยถูกสปอย อยากได้อะไรต้องเก็บเงินซื้อเอง

บอกอนาคตคงต้องช่วยพ่อแม่สานต่อธุรกิจตลาดให้ไปถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะเพิ่งมารู้ช่วงหลังๆ ว่าพระเอกหนุ่ม “เจษ เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์”

เป็นทายาทเจ้าของตลาดใหญ่อย่าง ตลาดพรพัฒน์ ย่านรังสิต จ.ปทุมธานี ซึ่งในความคิดของคนนั้นส่วนมากจะคิดว่าลูกเจ้าของตลาดใหญ่ขนาดนี้ต้องมีชีวิตที่หนูหรา

ลูกคุณหนู มีชีวิตที่สุขสบายแน่ๆ ซึ่งสำหรับหนุ่มเจษเองบอกว่าชีวิตตนไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ไม่เคยถูกสปอยสักนิด เอาง่ายๆ คือเราไม่ได้ลำบาก เรามีกินทุกมื้อ เรามีน้ำ มีไฟใช้ มีบ้านอยู่

แต่ไม่ใช่ว่าอยากจะได้อะไรก็ได้ครับ แทบจะไม่มีอะไรเลยที่เราขอพ่อแม่ซื้อเป็นชื้นใหญ่ๆ เหมือนพอเราโตแล้วเราก็ไม่ควรที่จะขอ อยากจะจัดการด้วยตัวเอง

ดูแลตัวเอง อยากได้อะไรก็ต้องเก็บเงิน ก็เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กครับแต่ถามว่าอนาคตผมต้องกลับไปดูแลธุรกิจครอบครัวไหม ก็ใช่ครับ มันเป็นมรดกน่ะครับ

และมันเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ดูแลครอบครัวผมมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นทวด เราก็ต้องดูแลและพัฒนามันให้ไปถึงยันรุ่นลูก รุ่นหลานเราต่อไปครับ

แต่ถามว่าจะกลับไปพัฒนายังไงต่อ คือจริงๆ สิ่งที่ผมเรียนมามันก็ไม่ได้เกี่ยวกับวงการบันเทิงหรอกครับ ผมก็เรียนเกี่ยวกับบริหารธุรกิจ เกี่ยวกับการเงิน

ซึ่งผมมองว่าสิ่งที่เรียนมาน่าจะถึงวันที่ผมจะกลับไปทำงานธุรกิจที่บ้านมันก็น่าจะพอช่วยได้ไม่มากก็น้อยครับ ครอบครัวเคยเจอเหตุการณ์วิกฤต

เมื่อก่อนพ่อผมก็จบเมืองนอกมาเหมือนกัน แล้วพ่อผมก็กลับมาทำธุรกิจส่วนตัว เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำพวกหมู่บ้านจัดสรรเพราะพ่อผมเป็นวิศวกร

ตอนนั้นมีเงินเยอะมากๆ แล้วโครงการยังไม่เสร็จ แล้วมันล่ม เราก็เลยไม่มีเงินที่จะทำ process โครงการให้มันแล้วเสร็จไปต่อได้ ก็เลยติดหนี้แล้วก็ล้มละลาย

ซึ่งปีนั้นก็ล้มกันเป็นโดมิโนเลย ผมนับถือพ่อผมมากเลย ชีวิตผมไม่เปลี่ยนเลยครับ คือที่บ้านเมื่อก่อนรวยมาก ที่บ้านจะมีรถ volvo หลายคัน แต่ตอนนี้ไม่ได้รวยขนาดนั้น

ตอนนั้นเราไม่รู้ พ่อแม่ปิดไว้ เด็กๆก็ไม่รู้สึก เราก็แค่แบบเออรถมันหายไปแค่นั้น แต่ก็ยังมีรถมารับเราอยู่ แต่ที่รู้ความจริงคือผมไปถามเขา เพราะว่าผมเรียนเกี่ยวกับวิกฤตปี 40

และเขาก็บอกว่าเขาเจออะไรมา ก็เล่าอย่างละเอียดเลยครับว่าเจอมายังไง แต่ว่าพ่อจะไม่ได้เล่ามุมดราม่านะ แม่จะเป็นคนเล่าให้ฟังตอนหลังมากกว่า ตอนนั้นก็น่าจะโดนไป 400 ล้านบาท

จนตอนนี้เจ้าตัวก็ได้ยึดอาชีพของงานในวงการบันเทิงเป็นหลัก เพื่อช่วยทำให้ครอบครัวของเขานั้นดีขึ้นด้วย เรียกว่าเป็นพระเอกที่ร่ำรวยมากๆ

แม้จะเคยเจอปัญหาใหญ่ในชีวิตแต่เจ้าตัวและครอบครัวก็ไม่ได้คิดท้อ ยังคงเดินหน้าทำงานและหน้าที่เพื่อทำให้ชีวิตกลับมาดีขึ้นอีกครั้งนั่นเองค่า

ที่มาจาก https://bit.ly/3bjQDJH