ต่อ ธนภพ ทุ่มสุดตัว

เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักเขาคนนี้กันดีอย่างแน่นอน สำหรับพระเอกหนุ่มเนื้อหอม ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร เป็นนักร้อง นักแสดง และนายแบบชาวไทย มีผลงานที่เป็นที่รู้จักจากละครซีรีส์เรื่อง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

เขาเริ่มได้มีผลงานแสดงในมิวสิควิดีโอเพลง “ถึงเวลาฟัง” ของดา เอ็นโดรฟิน และ คลับฟรายเดย์เดอะซีรีส์ ตอน “ครั้งหนึ่งในความทรงจำ ทำไปได้ยังไง” ซึ่งผลงานสองชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ทรงยศ สุขมากอนันต์ ตามหาตัวเพื่อไปแคสติ้งเป็นนักแสดงซีรีส์ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น จนมีชื่อเสียงจากบท “ไผ่”

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ล่าสุด ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร เพิ่งคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมงานประกาศรางวัลนาฏราช ครั้งที่ 12 ประจำปีพ.ศ.2563 จากละคร ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่นักแสดงคนหนึ่งได้รางวัล ซึ่งเปรียบเสมือนการการันตีคุณภาพในงานแสดง

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

หากใครเป็นแฟนคลับ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร หรือติดตามงานแสดงของเขา คงจะเห็นพัฒนาการด้านงานแสดงที่น่าสนใจ นับจากการแจ้งเกิดในบท “ไผ่” ซีรีส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น (พ.ศ.2556) ตามมาด้วยผลงานซีรีส์ หนัง

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

และละครอีกหลายเรื่อง เช่น “พี่ยิม” เด็กออทิสติกในเรื่อง Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ (พ.ศ.2560) “อี้” จาก เลือดข้นคนจาง (พ.ศ.2561) หรืออย่างล่าสุด “หมอวี” จากภาพยนตร์เรื่อง GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี (พ.ศ.2564)

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ตลอด 9 ปี ในวงการบันเทิงกับงานแสดง เขาเลือกการทำงานด้วยบทบาทอันหลากหลาย เพื่อต้องการบอกว่าเขาเป็นนักแสดงคุณภาพคนหนึ่งที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา เพียงแต่เขาไม่ได้มานั่งป่าวประกาศออกไป โดยให้ผลงานทำหน้าที่ตอบคำถามดังกล่าว เพราะอาชีพนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ และเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

คุณอยู่ในวงการบันเทิงมา 9 ปี พัฒนาการด้านการแสดงของคุณนับว่าน่าสนใจในบทบาทที่หลากหลาย?
จริงๆ เริ่มจากการที่ผมถูกสอนมาด้วยวิธีคิดที่ไม่เหมือนใคร และ พื้นฐานเราเป็นคนคิดไม่เหมือนชาวบ้าน ซึ่งทิศทางการรับบทบาทการแสดง ผมว่ามันฟรีฟอร์ม ไม่มีผิดถูก แต่สำหรับคนแบบผม ถ้าต้องเล่นแต่บทเดิมๆ ผมจะเบื่อ และเป็นไปไม่ได้เลยที่คนดูจะไม่เบื่อ เราก็เลยเลือกรับบทใหม่ๆ ทุกครั้ง เพื่อให้รู้สึกว่าเราจะทำได้ไหมนะ มีความน่าสนใจและท้าทาย ซึ่งก็อยากทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้กับคนดูและแฟนๆ ที่ชื่นชอบเรา เหมือนกับว่าเขาจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอกัน ยิ่งหลังๆ ยอมรับว่าปีหนึ่งผมไม่ได้มีงานเยอะขนาดนั้น ใช้เวลาเตรียมตัวนานในแต่ละโปรเจ็กต์ จบเรื่องหนึ่งก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอีกเรื่อง

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

สิ่งที่คุณถูกสอนมาคืออะไร เป็นแบบไหน?
ถ้าผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่เริ่มไม่ยากเมื่อไหร่ แปลว่าผมอาจหยุดพัฒนาตัวเอง ก็คือการชินกับอะไรเดิมๆ หรือบางครั้งถามตัวเองว่าเราเหนื่อยกับมันหรือเปล่า คงเป็นอารมณ์แบบว่ารับงานมาทั้งที คนดูควรจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่แค่มีงานออกมาเฉยๆ การทำงานของผมจะคิดเสมอว่าตัวเองจะได้อะไรเพิ่มขึ้น และคนดูจะได้อะไรด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา รูปร่าง แต่คือคุณภาพในงานที่เราทำออกไปเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

คุณภาพในงานที่ทำต้องขนาดไหน?
ยกตัวอย่างว่า ถ้าเป็นนักแสดงสิ่งสำคัญไม่ใช่หน้าตา แต่ประเด็นคือคุณเชื่อหรือเปล่าว่าผมเล่นเป็นคนคนนี้ได้ ด้วยความที่เล่นมาหลายบทมาก คุณสามารถเชื่อผมได้ทั้งหมดไหม เป็นอารมณ์ที่ผมใส่ใจเป็นพิเศษ หลายๆ เรื่องผมไม่ห่วงหล่อเลย ซึ่งมีหลายคนอยากให้เราหล่อด้วย แต่สำหรับผมไม่ใช่สิ่งนี้นำ มันโอเคมาก เราไม่ต้องการเลย อย่างไรมันก็จะมีบทที่ทำให้มีเสน่ห์และหน้าตาดี แต่ไม่ใช่ทุกตัวละครจะหน้าตาดี

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

มีความกังวลหรือหนักใจเวลารับบทใหม่ทุกครั้งไหม?
แน่นอนทุกครั้งที่เริ่มงานใหม่ แต่ผมไม่เคยกังวลว่าทำไม่ได้ ผมมีความเชื่อว่ามนุษย์เราทำได้ทุกอย่าง ถ้าต้องการมันมากพอ เพราะมนุษย์มีกิเลส ความโลภ สิ่งที่ผมกระหายหรืออยากได้อะไรบางอย่าง คือผมอยากเก่ง เพราะเราเริ่มมาจากการเป็นคนไม่เก่ง แต่ละงานที่ทำออกไป ถ้าให้เวลามากพอ ผมมั่นใจมากขึ้น แต่เราคงควบคุมเวลาทุกครั้งไม่ได้ บางโปรเจ็กต์ให้เวลาเราเป็นเดือน บางโปรเจ็กต์แค่สัปดาห์ ทั้งหมดอยู่ที่ความเข้มข้นในการทำงานของเราที่ต้องมีวินัย ผลงานที่ผ่านมาๆ จะรู้เลยว่าเราให้ความสำคัญกับอะไร ถ้ามันเป็นที่น่าพอใจ แสดงว่าเราจัดการได้ดี

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ปกติคุณมีวิธีเลือกรับงานอย่างไร มีเกณฑ์ไหม?
ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่ใจความหลักคือไม่มีใครได้เห็นผมรับบทที่คล้ายคลึงกันในโปรเจ็กต์ที่ติดกัน ต้องบอกก่อนว่าไม่นานมานี้ ผมเจอสิ่งนี้นะ เช่น ผมประสบความสำเร็จจากบทบาทนี้ หลังจากนั้นงานที่ติดต่อมาจะมีคาแร็กเตอร์คล้ายกัน ซึ่งผมก็ต้องบอกขอโทษเขาไปว่าผมอยากเล่นแบบอื่น แต่เราก็เข้าใจคนทำงานว่าเป็นเรื่องชัวร์สำหรับเขา สิ่งที่เราอยากบอกคือถ้าพี่เชื่อใจผม มันมีแบบอื่นที่เราเล่นได้ด้วย

แล้วไม่ใช่ปีแรกๆ ที่จะทำได้ ผมใช้เวลาหลายปีในการพิสูจน์ตัวเองให้คนเชื่อว่าผมเล่นได้หลายบทบาท เพราะอาชีพนักแสดงเป็นเรื่องของความเชื่อ

ทำไมถึงคิดว่าอาชีพนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ?
การที่เราจะเข้าถึงตัวละคร เราเชื่อหรือปล่า และสุดใจแค่ไหน ความซับซ้อนอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเราเชื่อ แล้วคนอื่นเชื่อเหมือนเราไหม ด่านแรกคุณต้องผ่านด่านตัวเอง ต้องมีความหนักแน่นประมาณหนึ่ง และด่านสองคือทำให้คนอื่นเชื่อได้หรือยัง เพราะถ้าไม่มากพอ และคนอื่นไม่เชื่อเรา ก็ต้องเพิ่มความเข้มข้นเข้าไปอีก ตอนที่ผมอายุน้อยกว่านี้ ทุกคนเรียกผมว่านักแสดงวัยรุ่น ไม่มีใครรู้สึกว่าเราขายฝีมือ แต่ขายหน้าตา ทั้งที่เรายึดการทำงานแบบเดิมมาตลอด ไม่มีใครเข้าใจทัศนคติของเรา ทำให้ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ โดยที่ไม่มานั่งบอก ผมเชื่อว่าการกระทำสำคัญกว่า

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ความหลากหลายในการรับบท ช่วยพัฒนาด้านการแสดงของคุณให้เติบโตในทางไหนบ้าง?
ผมเริ่มจากที่ไม่ชอบเล่นเป็นตัวเอง หลายคนเวลาดูหนัง ซีรีส์ ละคร จะเจออารมณ์หลากหลาย ทั้งดราม่า โรแมนติก ความสุข เศร้าเสียใจ แต่ผมรับไม่ไหวที่ต้องพาตัวเองไปเจอทัศนคติลบเยอะๆ ก็เลยจำเป็นต้องเป็นคนอื่น เพื่อให้เราชัดเจนว่าทุกวันนี้เราไม่เคยใช้ตัวเองเล่นเลย จึงไม่กระทบชีวิตผม

นักแสดงหลายคนเสียใจ ร้องไห้หนักแล้วเอาไม่ออก สิ่งนี้อันตรายนะ เลยไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ซึ่งช่วงแรกๆ ที่ศึกษาการแสดงเวลาต้องเจอเหตุการณ์สูญเสียใครบางคน จำเป็นต้องจินตนาการว่าสูญเสียบุพการี ถ้าผมต้องคิดและรู้สึกแบบนั้นไปตลอด ผมทำไม่ได้ เพราะผมอยู่กับเขามาตลอด ต่อให้เป็นเทคนิคของนักแสดง แต่ผมพร้อมทำทุกแบบที่ไม่เจ็บตัวและเจ็บใจ ช้าหน่อยไม่เป็นไร ผมเคยเป็นแบบนั้นมาตลอด เคยแทนด้วยคนในครอบครัว แล้วผมช้ำและเจ็บมาก จนรู้สึกว่าจุดหนึ่งเราต้องเปลี่ยนวิธี

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

มันคือการปกป้องตัวเอง ผมเรียกสิ่งนี้ว่า “เราจะท็อกซิกตัวเองหรือไม่” ถ้าเลือกแทงตัวเอง มันก็ได้ผล แต่ท็อกซิกแน่ๆ เว้นแต่ยอมเสียเวลาหน่อย ไปทางอ้อม ไม่ท็อกซิก และ ไปถึงเหมือนกัน จึงเป็นเหตุผลที่เรามีงานน้อย เพราะเราใช้ทางอ้อมตลอด ถามว่าทำได้นะ แต่ไม่อยากทำแล้ว ช่วงที่เรายังไม่มีอาวุธการแสดงมากพอ มีอะไรเราใช้หมด ซึ่งสัญชาตญาณของมนุษย์เวลาอยากนึกถึงความรู้สึกอะไร ก็จะเลือกคนใกล้ตัวก่อน เรารับไม่ไหว ถ้าต้องมานั่งคิดถึงสิ่งเหล่านั้น

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

เคยมีช่วงเวลาไม่แน่ใจกับอาชีพนักแสดงบ้างไหม ไปต่อดีหรือพอแค่นี้?
ครั้งแรกตอนอายุ 21-22 ปี เป็นช่วงเวลาที่ผมดูโตมากเมื่อเทียบกับดารารุ่นเดียวกัน แต่ดูไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับดารารุ่นโตกว่า คล้ายกับถูกลอยแพอยู่ ทำอย่างไรก็ได้ให้เราผ่านช่วงเวลานั้นไป แล้วจะปลดล็อกทันที ผมเป็นอยู่ปีกว่าๆ ยังมีงานทำนะ แต่รู้ตัวว่าท่าทีเราแปลกๆ จากฟีดแบ็กของคนดู

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

เราก็ปรึกษาค่ายนาดาว บางกอก บอกว่าปัญหาคือทำไมเราดูไม่เด็กและไม่โตด้วย เป็นเขตแดนอันตรายที่มีนักแสดงก่อนหน้าผมถอดใจในสเตจนี้แน่นอน ซึ่งถ้าไม่มีโปรเจ็กต์ให้คุณพิสูจน์ได้ว่าโตแล้ว เหมือนไม่มีตัวช่วยเร่ง แล้วใครจะรอไหว เพราะความเชื่อของคนไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆ แบบถือโทรโข่งออกไปป่าวประกาศแล้วเขาจะเชื่อเรา สุดท้ายผมโชคดี อดทน ตั้งใจกับสิ่งที่มี จนผ่านมันไปได้

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ครั้งที่สองคือโปรเจ็กต์ “ไนน์บายนาย” (Nine by Nine) สาเหตุที่เรารับโปรเจ็กต์นี้ คือเราอยากลองอะไรใหม่ๆ แต่ในวันที่จบโปรเจ็กต์ พอกลับมาย้อนคิดว่าหรือจริงๆ แล้วผมเองต่างหากที่ไม่มั่นใจในการเป็นนักแสดง กลายเป็นว่าผมกลับมาทุ่มสุดตัวกับการเป็นนักแสดง เหมือนสิ่งนี้มันเป็นทั้งคำถามและคำตอบในเวลาเดียวกัน

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

อย่างหนึ่งเลยคือทำให้ผมรู้ตัวว่า ถ้าต้องทำงานแบบไม่หลับไม่นอน แล้วผมต้องทำเพลงในห้องอัด ผมขอไปนอนตากยุงที่กองถ่ายดีกว่า มีคนถามว่าทำไมผมไม่ทำเพลง ก็อยากทำนะ แต่ไม่ใช่วันนี้ ในวันที่เราถอยจากไนน์บายนาย ขอไปให้สุดในแบบที่ผมแข็งแรงกับอาชีพนักแสดง แล้วจากนั้นค่อยว่ากันอีกที

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ครั้งที่สามคือล็อกดาวน์โควิดที่ผ่านมา อยู่ดีๆ โซเชียลมีเดียกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ขาดไม่ได้ แล้วผมไม่ได้เก่งกับมันขนาดนั้น เหมือนทิศทางมันเปลี่ยน คนไปออนไลน์กันหมด เราสงสัยตัวเองว่ายังไหวหรือเปล่า เหมาะกับสิ่งนี้ไหม บวกกับผู้คนที่ดูเครียดเหลือเกิน ซึ่งหลายอย่างเราต้องยอมรับว่าสังคมเราท็อกซิกขึ้น ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลบ แล้วผมเป็นคนพลังงานบวก เลยเกิดคำถามที่ว่าอาชีพเราจะยังเหมือนเดิมไหม

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

เพราะคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่ค่อยอินกับโซเชียลมีเดีย?
ในอดีตผมคิดว่าชีวิตจริงยังทำได้ไม่ดีเลย แล้วโซเชียลฯ เป็นอีกโ ลกหนึ่งเลยนะ ถ้าต้องมีสิ่งนี้อีกก็ไปกันใหญ่ แต่ตอนนั้นคงเหมือนเราติสต์แตก เลยมองว่ามันจำเป็นจริงๆ เหรอ

บทไหนที่คุณชอบที่สุดตั้งแต่แสดงมา และ เพราะอะไร?
“พี่ยิม” เด็กออทิสติก (Side by Side พี่น้องลูกขนไก่) เป็นบทที่ทำให้คนในสังคมเข้าใจเด็กออทิสติกได้ไม่มากก็น้อย แล้วคงไม่มีบทแบบนี้อีกแล้วในชีวิต เล่นได้ครั้งเดียว คือผมให้เกียรติตัวละครที่เราเล่น ยิ่งเป็นตัวละครที่พิเศษมาก ไม่อยากให้มีหลายคน ถ้าเป็นตัวละครออทิสติก ความคิดวันนี้มีแค่พี่ยิม โดยผมจะไม่รับบทแบบนี้อีก เพราะมีคนบอกว่า “เคยเห็นมันเล่นได้” ซึ่งนั่นไม่ใช่อินเนอร์ในการทำงานของผม

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

เป็นอีกหนึ่งละครที่ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ ละครเป็นอย่างดีเลยทีเดียว สำหรับละคร “ใต้หล้า” ช่องวัน 31 ซึ่งแสดงนำโดยนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังอย่าง “ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร” มารับบทเป็น “ใต้หล้า”

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ซึ่งอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในโ ลกออนไลน์ขณะนี้ไม่ใช่เพียงแต่เนื้อเรื่องที่สนุกสนาน แต่ยังมีการพูดถึงความสามารถของหนุ่มต่อหลังได้โชว์พูดภาษาจีนในละครเรื่องดังกล่าว

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ซึ่งงานนี้แม้แต่อาจารย์สอนภาษาจีนชื่อดังอย่าง “อ. วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” ที่ได้ดูละครเรื่องดังกล่าวเองก็ยังออกมาเอ่ยปากชมหนุ่มต่อ พร้อมบอกว่าถ้าเป็นนักเรียนของตนจะให้เกรด A+ เลย พร้อมบอกว่าเซอร์ไพรส์มากที่หนุ่มต่อสามารถพูดภาษาจีนได้ขนาดนี้ ตนหลับตาฟังรู้เรื่องหมดเลย

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

โดยหนุ่มต่อก็ได้เผยถึงเบื้องหลังการพูดภาษาจีนในละคนเรื่องดังกล่าวว่า จริงๆ ตนเป็นคนสนใจภาษาจีนอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เคยมีโอกาสไปแฟนมีตที่ประเทศจีน แล้วตนเป็นคนที่ชอบสื่อสารกับแฟนคลับ แต่วันที่ตนไปเจอแฟนคลับที่ประเทศจีน นอกจากตนจะพูดไม่ได้แล้ว ยังฟังไม่รู้เรื่องอีกด้วย มันมีกำแพงต่อกัน

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ตนคิดมาตลอดว่าอยากลดกำแพงเหล่านั้นก็เลยลองเรียนดู ซึ่งภาษาจีนในละครใต้หล้า ตนใช้เวลากับมันเยอะมาก และ เหตุผลที่ตนไม่ใช้วิธี copy เหมือนเดิม เพราะตนรู้สึกว่ามันไม่จริง จริงๆ แล้วถ้าเราจะพูดกับคน เราควรจะสื่อสารได้จริงๆ ตนต้องรู้ทุกคำให้ได้

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

ซึ่งหลังจากที่ฉากดังกล่าวได้ถูกเผยแ พร่ออกไปก็มีชาวเ น็ตเข้าไปชื่นชมในความสามารถและความตั้งใจของหนุ่มต่อกันเป็นจำนวนมาก

ความคิดเห็นจากชาวเ น็ต

ความคิดเห็นจากชาวเ น็ต

ความคิดเห็นจากชาวเ น็ต

ความคิดเห็นจากชาวเ น็ต

ความคิดเห็นจากชาวเ น็ต